เคยไหม? สิ้นปีบริษัทประกาศ เงินเดือนขึ้น! ดีใจแทบกรี๊ด แต่พอใช้จ่ายจริง เอ๊ะ! ทำไมมันรู้สึกเหมือน "เงินไม่พอใช้" เหมือนเดิม แถมบางทีอาจจะ "แย่กว่าเดิม" ด้วยซ้ำ!
วันนี้ "ทันเกมการเงิน" จะมาคุยกันเรื่องที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือ "เงินเฟ้อ" ตัวร้ายที่คอยกัดกินเงินในกระเป๋าเราแบบเงียบๆ แถมยังทำให้คนจนยิ่งจนลงไปอีก! เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยนะ เพราะมันกระทบกับชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนแน่นอน
เงินเฟ้อ…มันคืออะไรกันแน่นะ?
เอาแบบง่ายๆ เลยนะ เงินเฟ้อก็คือ "ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปมันแพงขึ้น" ยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อ 5 ปีก่อน ก๋วยเตี๋ยวชามละ 30 บาท ตอนนี้อาจจะขึ้นไปเป็น 40-50 บาทแล้ว นั่นแหละคือเงินเฟ้อ!
แล้วทำไมราคามันถึงขึ้นล่ะ? มันมีหลายปัจจัยเลยนะ เช่น
-
ดีมานด์ (ความต้องการ) มากกว่าซัพพลาย (ปริมาณสินค้า): ลองนึกภาพช่วงที่หน้ากากอนามัยขาดตลาดตอนโควิด-19 ระบาด ราคามันพุ่งกระฉูดเลย เพราะคนต้องการเยอะ แต่ของมีน้อย
-
ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น: ถ้าราคาน้ำมันแพงขึ้น ค่าขนส่งก็แพงขึ้น ค่าวัตถุดิบก็แพงขึ้น สุดท้ายราคาสินค้าก็ต้องแพงขึ้นตามไปด้วย
-
ปริมาณเงินในระบบมากเกินไป: อันนี้ Ray Dalio นักลงทุนระดับโลกเคยออกมาเตือนเลยว่า ถ้ารัฐบาลพิมพ์เงินออกมาเยอะๆ โดยที่ไม่ได้สร้างผลผลิตที่แท้จริง เงินมันก็จะเฟ้อ ทำให้ค่าของเงินลดลง
เงินเดือนขึ้น…แต่ทำไมยังจนอยู่ดี?
คราวนี้มาถึงประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายคนเซ็งจิตกัน นั่นคือ "เงินเดือนขึ้น แต่ทำไมรู้สึกเหมือนจนลง?"
สมมติว่าปีที่แล้วคุณได้เงินเดือน 30,000 บาท แล้วปีนี้บริษัทใจดีขึ้นเงินให้ 5% กลายเป็น 31,500 บาท ฟังดูดีใช่ไหม? แต่เดี๋ยวก่อน!
ตัวอย่างการคำนวณ:
ถ้าปีนั้นเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% หมายความว่า ราคาสินค้าและบริการโดยเฉลี่ยแพงขึ้น 3%
อำนาจซื้อที่แท้จริง (Real Purchasing Power) เพิ่มขึ้นแค่ 2% เท่านั้น (5% - 3% = 2%)
แล้วถ้าเงินเฟ้อมันสูงกว่าเงินเดือนที่ขึ้นล่ะ? สมมติว่าเงินเฟ้ออยู่ที่ 7% ในขณะที่เงินเดือนคุณขึ้นแค่ 5% นั่นหมายความว่าอำนาจซื้อที่แท้จริงของคุณ "ลดลง" ไป 2% เลยนะ! พูดง่ายๆ คือ คุณทำงานหนักขึ้น แต่กลับซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิม!
ตัวอย่าง: ก๋วยเตี๋ยวชามเดิม…ราคาไม่เดิม!
ลองนึกภาพตามนะ เมื่อปีที่แล้วก๋วยเตี๋ยวชามโปรดของคุณราคา 40 บาท คุณกินได้ทุกวันแบบสบายๆ แต่พอมาปีนี้ ราคามันขึ้นเป็น 45 บาท!
ถ้าเงินเดือนคุณไม่ได้ขึ้นเลย (หรือขึ้นน้อยกว่า 12.5%) คุณก็ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อที่จะได้กินก๋วยเตี๋ยวชามเดิม! หรือไม่ก็ต้องยอมกินน้อยลง หรือเปลี่ยนไปกินอย่างอื่นที่ราคาถูกกว่า
นี่แหละคือผลกระทบของเงินเฟ้อที่มันกัดกินกำลังซื้อของเราไปเรื่อยๆ แบบที่เราอาจจะไม่ทันสังเกต
Mike Maloney: เงินเฟ้อคือการขโมยความมั่งคั่ง
Mike Maloney กูรูด้านทองคำและการเงินชื่อดัง เคยเปรียบเทียบเงินเฟ้อว่า มันคือ "การขโมยความมั่งคั่ง" ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ และถูกกฎหมาย
ลองคิดดูสิครับ ถ้าคุณเก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารเฉยๆ โดยที่ไม่ได้ลงทุนอะไรเลย เงินของคุณก็จะ "ด้อยค่า" ลงไปเรื่อยๆ ตามอัตราเงินเฟ้อ
ตัวอย่างที่น่าตกใจ:
สมมติว่าคุณมีเงินเก็บ 100,000 บาท ถ้าเงินเฟ้ออยู่ที่ 5% ต่อปี ในอีก 1 ปีข้างหน้า เงิน 100,000 บาทของคุณ จะมีอำนาจซื้อเท่ากับ 95,000 บาทเท่านั้น!
นี่แหละคือการขโมยความมั่งคั่งที่ Maloney พูดถึง
ทำไมคนจนถึงเดือดร้อนมากกว่าคนรวย?
คำถามสำคัญคือ ทำไมเงินเฟ้อถึงส่งผลกระทบต่อคนจนมากกว่าคนรวย?
คำตอบก็คือ คนจนส่วนใหญ่มีรายได้น้อย และค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค
เมื่อราคาสินค้าเหล่านี้แพงขึ้น คนจนก็ต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้ง เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มันสูงมาก เมื่อเทียบกับรายได้ที่มีอยู่
ในขณะที่คนรวย มีเงินเหลือที่จะนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้มักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ หรือบางทีก็เพิ่มขึ้นมากกว่าด้วยซ้ำ
ดังนั้น คนรวยจึงสามารถรักษามูลค่าของเงิน และสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นได้ แม้ในช่วงที่เกิดเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ คนรวยยังมีอำนาจในการต่อรองมากกว่าคนจน เช่น สามารถต่อรองเงินเดือนที่สูงขึ้น หรือสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าได้
สถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศไทย
สถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศไทยก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลไม่น้อย ในช่วงปีที่ผ่านมา เราเห็นราคาสินค้าหลายอย่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าอาหารสด หรือค่าขนส่ง
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในประเทศไทยมีหลายอย่าง เช่น
-
ราคาน้ำมันในตลาดโลก: ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ดังนั้นถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น ราคาน้ำมันในประเทศก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
-
ค่าเงินบาท: ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าลง สินค้านำเข้าก็จะแพงขึ้น เพราะต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการซื้อสินค้าสกุลเงินต่างประเทศ
-
นโยบายของรัฐบาล: นโยบายบางอย่างของรัฐบาล เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ หรือการเก็บภาษี อาจส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นได้
แล้วเราจะรับมือกับเงินเฟ้อได้อย่างไร?
ถึงแม้ว่าเราจะควบคุมเงินเฟ้อไม่ได้ แต่เราสามารถปรับตัวและรับมือกับมันได้ โดยมีแนวทางดังนี้
วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ
ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อให้รู้ว่าเงินของเราไหลไปทางไหนบ้าง และหาทางลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ
พิจารณาลงทุนในหุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ เพื่อให้เงินของเรางอกเงยและรักษามูลค่าไว้ได้
เพิ่มพูนทักษะและความรู้
พัฒนาทักษะและความรู้ของเราให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้เราสามารถหารายได้เพิ่มขึ้น และมีทางเลือกในการทำงานที่หลากหลาย
ติดตามข่าวสารและสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างชาญฉลาด
ประหยัดและอดออม
ฝึกนิสัยประหยัดและอดออม เพื่อให้เรามีเงินสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และสามารถใช้จ่ายได้อย่างไม่ประมาท
สรุปสั้นๆ ทันเกมการเงิน
เงินเฟ้อคือตัวร้ายที่คอยกัดกินเงินในกระเป๋าของเราแบบเงียบๆ และทำให้คนจนยิ่งจนลงไปอีก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่าปล่อยให้เงินเฟ้อขโมยความมั่งคั่งของเราไป!
เริ่มต้นวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตทางการเงินที่ดีกว่าเดิม!
การเงิน 101 EP.03 | ทันเกมการเงิน
— กดติดตาม ทันเกมการเงิน รู้ก่อน เข้าใจก่อน ไม่ตกเกม —