เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เราถึงต้องแลกเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ? ทำไมราคาน้ำมันดิบถึงต้องซื้อขายกันเป็นดอลลาร์? ทำไมประเทศต่างๆ ถึงต้องเก็บเงินสำรองเป็นดอลลาร์เยอะแยะมากมาย? เรื่องราวทั้งหมดนี้มันเริ่มต้นจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 80 ปีที่แล้วครับ นั่นคือ "ข้อตกลง Bretton Woods" ที่เปลี่ยนโลกการเงินไปตลอดกาล
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2: โลกที่พังทลายและการเริ่มต้นใหม่
ลองจินตนาการภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิครับ ทุกอย่างเละเทะไปหมด ยุโรปบอบช้ำ เศรษฐกิจพังพินาศ ประเทศต่างๆ เป็นหนี้เป็นสินกันอุตลุด ไม่มีใครอยากลงทุนหรือค้าขายด้วย เพราะกลัวว่าค่าเงินจะผันผวนหนักมาก ถ้าวันนี้ตกลงราคากันด้วยเงินปอนด์ พรุ่งนี้ค่าเงินปอนด์ร่วงกราว ก็เจ๊งกันพอดี
สถานการณ์แบบนี้มันเหมือนบ้านเราตอนเจอวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 เลยครับ ค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่กู้เงินดอลลาร์ไว้ก็แทบจะล้มละลาย เพราะหนี้มันเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
แล้วใครล่ะที่จะเข้ามาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวกอบกู้สถานการณ์? แน่นอนว่าต้องเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนั้น ซึ่งก็คือสหรัฐอเมริกาครับ อเมริกาไม่ได้เสียหายจากสงครามมากนัก แถมยังเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลกอีกด้วย ทองคำส่วนใหญ่ของโลกก็ไหลไปกองอยู่ที่อเมริกา
Bretton Woods 1944: จุดเริ่มต้นของระเบียบโลกใหม่
ในปี 1944 ตัวแทนจาก 44 ประเทศทั่วโลกมารวมตัวกันที่เมือง Bretton Woods รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือกันว่าจะสร้างระบบการเงินโลกแบบใหม่ยังไงดี เพื่อให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมันกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง
หัวใจสำคัญของข้อตกลง Bretton Woods ก็คือ "ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่" (Fixed Exchange Rate) นั่นหมายความว่าแต่ละประเทศจะต้องกำหนดค่าเงินของตัวเองให้คงที่เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และรัฐบาลจะต้องรักษาระดับค่าเงินนี้ไว้ให้ได้
ผูกดอลลาร์กับทองคำ: ความน่าเชื่อถือที่สร้างขึ้น
แต่ทำไมต้องเป็นดอลลาร์ล่ะ? ทำไมไม่เป็นเงินปอนด์ เงินฟรังก์ หรือเงินรูเบิล? คำตอบก็คือ ณ เวลานั้น อเมริกามีทองคำสำรองมากที่สุดในโลกครับ
ข้อตกลง Bretton Woods กำหนดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะรับประกันว่าเงินดอลลาร์ทุกๆ 35 ดอลลาร์ จะสามารถแลกเป็นทองคำแท้ๆ ได้ 1 ออนซ์ นั่นหมายความว่าค่าเงินดอลลาร์มันผูกอยู่กับทองคำ ทำให้เงินดอลลาร์มีความน่าเชื่อถือสูงมาก ใครที่ถือดอลลาร์ก็เหมือนถือทองคำอยู่ในมือ
ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าคุณเป็นนักลงทุนต่างชาติ คุณจะอยากถือเงินสกุลไหน? แน่นอนว่าต้องเป็นดอลลาร์ เพราะคุณรู้ว่ายังไงเสียคุณก็สามารถเอาดอลลาร์ไปแลกเป็นทองคำได้เสมอ มันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประเทศต่างๆ ว่าถ้าถือดอลลาร์ไว้จะไม่ขาดทุนแน่นอน
ทำไมต้องเป็นดอลลาร์: อานิสงส์จากสงคราม
นอกจากเรื่องทองคำแล้ว อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดอลลาร์กลายเป็นเงินสกุลหลักของโลกก็คือ อเมริกาไม่ได้เสียหายจากสงครามมากนัก ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปและเอเชียกำลังฟื้นฟูประเทศ อเมริกากลับกลายเป็นโรงงานผลิตสินค้าและบริการที่สำคัญของโลก
ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องพึ่งพาอเมริกาในการนำเข้าสินค้าและเทคโนโลยี นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องมีเงินดอลลาร์ไว้ในมือ เพื่อใช้ในการซื้อขายกับอเมริกา
IMF และ World Bank: สองสถาบันที่คอยค้ำจุนระบบ
ข้อตกลง Bretton Woods ไม่ได้มีแค่เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนะครับ มันยังมีการก่อตั้งสององค์กรสำคัญขึ้นมาด้วย นั่นก็คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank)
IMF มีหน้าที่คอยดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินโลก คอยให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ เช่น ประเทศไทยตอนวิกฤตต้มยำกุ้งก็ได้รับความช่วยเหลือจาก IMF
ส่วน World Bank มีหน้าที่ให้เงินกู้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน เขื่อน โรงเรียน โรงพยาบาล
ทั้ง IMF และ World Bank มีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนระบบ Bretton Woods ทำให้ระบบนี้ดำเนินต่อไปได้ราบรื่น
ดอลลาร์ล้นโลก: ปัญหาที่ตามมา
ในช่วงแรก ระบบ Bretton Woods ก็ดูเหมือนจะไปได้สวยครับ การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง
แต่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออเมริกาเริ่มพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมามากเกินไป เพื่อใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามเวียดนาม
"อเมริกาเริ่มใช้จ่ายเงินมากกว่าที่ตัวเองมี ทำให้ปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบมันล้นเกินกว่าปริมาณทองคำที่อเมริกามีอยู่จริง"
— Mike Maloney นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำ
สงครามเวียดนาม: จุดจบของ Bretton Woods
สงครามเวียดนามเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ระบบ Bretton Woods พังทลายลง อเมริกาใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลในสงคราม ทำให้เงินดอลลาร์ไหลออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก
ประเทศต่างๆ เริ่มไม่มั่นใจในค่าเงินดอลลาร์ เพราะรู้ว่าอเมริกาไม่มีทองคำมากพอที่จะรองรับปริมาณดอลลาร์ที่พิมพ์ออกมาทั้งหมด
ในปี 1971 ประธานาธิบดี Richard Nixon ประกาศยกเลิกระบบ Bretton Woods อย่างเป็นทางการ นั่นหมายความว่าอเมริกาจะไม่รับประกันว่าเงินดอลลาร์จะสามารถแลกเป็นทองคำได้อีกต่อไป
การยกเลิกระบบ Bretton Woods ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ลอยตัว (Floating Exchange Rate) นั่นหมายความว่าค่าเงินดอลลาร์จะขึ้นลงตามกลไกตลาด ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน
ผลกระทบต่อโลกและประเทศไทย
ถึงแม้ว่าระบบ Bretton Woods จะล่มสลายไปแล้ว แต่เงินดอลลาร์ก็ยังคงเป็นเงินสกุลหลักของโลกอยู่ดี เพราะมันได้กลายเป็นมาตรฐานไปแล้ว
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมัน ทองคำ แร่ธาตุ ยังคงซื้อขายกันเป็นดอลลาร์ ประเทศต่างๆ ยังคงเก็บเงินสำรองเป็นดอลลาร์ เพราะมันเป็นเงินสกุลที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก
สำหรับประเทศไทย การล่มสลายของ Bretton Woods ทำให้ค่าเงินบาทลอยตัวเช่นกัน นั่นหมายความว่าค่าเงินบาทจะขึ้นลงตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก
ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้น แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ค่าเงินบาทก็จะอ่อนค่าลง
บทเรียนจาก Bretton Woods
เรื่องราวของ Bretton Woods สอนให้เรารู้ว่าไม่มีระบบการเงินใดที่สมบูรณ์แบบไปตลอดกาล ทุกระบบมีจุดแข็งและจุดอ่อน และจะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาวินัยทางการเงิน การใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ และการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับระบบการเงินของประเทศ
"ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตก็จะกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง เราจึงต้องเรียนรู้จากอดีต เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต"
— Ray Dalio นักลงทุนชื่อดัง
สรุป
ข้อตกลง Bretton Woods คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เงินดอลลาร์กลายเป็นเจ้าโลก แต่ด้วยปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามเวียดนาม ทำให้ระบบนี้ต้องล่มสลายไปในที่สุด ถึงแม้ว่า Bretton Woods จะจบลงไปแล้ว แต่บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ยังคงมีคุณค่าและสามารถนำมาปรับใช้กับการเงินของเราได้เสมอครับ
การเงิน 101 EP.05 | ทันเกมการเงิน
— กดติดตาม ทันเกมการเงิน รู้ก่อน เข้าใจก่อน ไม่ตกเกม —