เคยไหม เวลาดูข่าวเศรษฐกิจแล้วได้ยินคำว่า QE หรือ Quantitative Easing แล้วงงเป็นไก่ตาแตก? ไม่ต้องกังวลไป วันนี้เราจะมาแกะกล่องศัพท์ยากนี้ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนคุยกับเพื่อนข้างบ้าน พร้อมเจาะลึกว่า QE เนี่ย มันเกี่ยวอะไรกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เราเคยเจอมาแล้วบ้าง โดยเฉพาะวิกฤตซับไพรม์เมื่อปี 2008 ที่ทำเอาทั้งโลกปั่นป่วน
วิกฤตซับไพรม์ 2008: จุดเริ่มต้นของหายนะ
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นคนอเมริกันที่อยากมีบ้าน แต่รายได้ไม่ค่อยแน่นอน แถมประวัติเครดิตก็ไม่สวยหรูเท่าไหร่ สมัยก่อนธนาคารคงส่ายหน้า แต่ช่วงก่อนปี 2008 เนี่ย การขอสินเชื่อบ้านมันง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก เพราะมีสินเชื่อที่เรียกว่า "ซับไพรม์" ที่ปล่อยกู้ให้กับคนที่ "ความเสี่ยงสูง" แบบคุณได้
ทีนี้พอคนกู้เยอะขึ้นๆ ราคบ้านก็พุ่งเอาๆ เหมือนพลุแตก ธนาคารก็ยิ่งปล่อยกู้กันสนุก เพราะคิดว่ายังไง๊ยังไง ราคามันก็ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นอมตะ ราคามันก็ต้องมีลงกันบ้าง
พอเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี คนที่ผ่อนบ้านไม่ไหวก็เริ่มเยอะขึ้นๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะธนาคารปล่อยกู้ไปเยอะมาก แถมยังเอาสินเชื่อพวกนี้ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อน แล้วขายต่อๆ กันไปทั่วโลก พอลูกหนี้เริ่มผิดนัดชำระหนี้ สินทรัพย์พวกนี้ก็กลายเป็นขยะ ไม่มีใครอยากได้
Lehman Brothers: ฟางเส้นสุดท้าย
สถานการณ์มันแย่ขนาดไหน? ลองนึกภาพบริษัท Lehman Brothers หนึ่งในธนาคารการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล้มครืนลงมาในปี 2008 เหมือนโดมิโน่ตัวแรกที่ล้ม แล้วลากเอาบริษัทอื่นๆ ล้มตามกันเป็นแถบๆ ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหว นักลงทุน panic ขายหุ้นกันไม่คิดชีวิต กลายเป็นวิกฤตทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
QE คืออะไร? ยาขมที่ต้องกลืน
ตอนนั้นรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกหัวหมุนกันเลยทีเดียว จะทำยังไงดีให้เศรษฐกิจมันไม่พังไปมากกว่านี้? หนึ่งในมาตรการที่ถูกนำมาใช้ก็คือ "Quantitative Easing" หรือ QE ที่เราเกริ่นไว้ตอนต้น
QE เนี่ย มันคือการที่ธนาคารกลาง (อย่างเช่นธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed) เข้าไป "ซื้อ" สินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ ในตลาด เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำประกัน (MBS)
แล้วธนาคารกลางเอาเงินจากไหนมาซื้อ? ก็ "พิมพ์เงิน" ขึ้นมาใหม่ไง! (แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้พิมพ์แบงค์ออกมาเป็นปึกๆ นะ มันเป็นการสร้างเงินในระบบดิจิทัลมากกว่า)
พิมพ์เงิน 4 ล้านล้าน: เงินหายไปไหนหมด?
ในช่วงวิกฤตปี 2008 เนี่ย Fed อัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจไปมหาศาล ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 140 ล้านล้านบาท) คำถามคือ เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ มันไปอยู่ที่ไหน?
คำตอบคือ เงินส่วนใหญ่ไม่ได้ไหลไปสู่มือของประชาชนทั่วไป หรือธุรกิจขนาดเล็ก แต่กลับไปอยู่ในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และสถาบันการเงินขนาดใหญ่
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? เพราะ QE มีเป้าหมายหลักคือการ "เพิ่มสภาพคล่อง" ในระบบการเงิน ให้ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ มีเงินทุนมากขึ้น เพื่อที่จะได้ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจและผู้บริโภคได้ แต่ในความเป็นจริง ธนาคารส่วนใหญ่เลือกที่จะเอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น มากกว่าที่จะปล่อยกู้ เพราะมันได้ผลตอบแทนที่เร็วกว่าและมากกว่า
COVID-19: QE กลับมาอีกครั้ง
แล้ว QE หายไปเลยไหม? เปล่าเลย! พอเกิดวิกฤต COVID-19 ในปี 2020 ธนาคารกลางทั่วโลกก็กลับมาใช้ QE อีกครั้ง เพราะเศรษฐกิจหยุดชะงัก ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน รัฐบาลก็ต้องหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน
ครั้งนี้ Fed อัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจไปมากกว่าเดิมอีก หลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ก็มีคำถามตามมาว่า เงินที่พิมพ์ออกมามากๆ มันจะทำให้เกิด "เงินเฟ้อ" หรือไม่?
ต้มยำกุ้ง 1997: บทเรียนราคาแพง
ก่อนจะไปถึงเรื่องเงินเฟ้อ เราลองย้อนกลับมาดูวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ของบ้านเรากันบ้างดีกว่า แม้ว่าต้นเหตุของวิกฤตจะแตกต่างจากซับไพรม์ แต่ก็มีบทเรียนหลายอย่างที่เราสามารถเรียนรู้ได้
ตอนนั้นประเทศไทยเราเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้มีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในประเทศเป็นจำนวนมาก แต่เงินทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น "เงินร้อน" ที่พร้อมจะไหลออกได้ตลอดเวลา
พอค่าเงินบาทเริ่มอ่อนตัว นักลงทุนต่างชาติก็แห่กันเทขายเงินบาท แล้วแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินบาทร่วงลงอย่างรวดเร็ว จนรัฐบาลต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในที่สุด
วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก ธุรกิจล้มละลาย คนตกงานเป็นจำนวนมาก หนี้เสียในระบบธนาคารพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่เราต้องจดจำ
ผลกระทบต่อคนไทย: ใกล้ตัวกว่าที่คิด
แล้ว QE กับวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ มันเกี่ยวอะไรกับคนไทยอย่างเราๆ?
- เงินเฟ้อ: อย่างที่บอกไปว่าการพิมพ์เงินออกมามากๆ มันมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อได้ พอเงินเฟ้อ ราคาสินค้าและบริการต่างๆ ก็แพงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพของเราสูงขึ้นตามไปด้วย
- ค่าเงินบาท: QE และนโยบายทางการเงินของประเทศอื่นๆ มีผลกระทบต่อค่าเงินบาทของเรา ถ้าค่าเงินบาทอ่อนตัว สินค้านำเข้าก็จะแพงขึ้น แต่สินค้าส่งออกของเราก็จะขายดีขึ้น
- ตลาดหุ้น: QE ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกคึกคัก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย ถ้าเราลงทุนในหุ้น ก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็ต้องระวังความผันผวนของตลาดด้วย
- โอกาสและความเสี่ยง: วิกฤตเศรษฐกิจมักจะมาพร้อมกับโอกาสและความเสี่ยง ถ้าเราเตรียมตัวพร้อม ก็อาจจะสามารถคว้าโอกาสในการลงทุนได้ แต่ถ้าประมาท ก็อาจจะเจอกับความสูญเสียได้เช่นกัน
Mike Maloney และ Ray Dalio: กูรูเตือนภัย
นักลงทุนและนักวิเคราะห์ชื่อดังหลายคนออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการพิมพ์เงินและการใช้ QE มากเกินไป อย่างเช่น Mike Maloney ผู้เขียนหนังสือ "Guide to Investing in Gold and Silver" มองว่า QE เป็นเหมือน "ยาสลบ" ที่ช่วยบรรเทาอาการป่วยของเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แถมยังอาจจะทำให้ปัญหาแย่ลงในระยะยาว
Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates บริษัทบริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ออกมาเตือนว่า เรากำลังอยู่ในช่วง "เปลี่ยนผ่าน" ของระบบการเงินโลก และ QE อาจจะไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป
สรุป: เตรียมตัวรับมือความผันผวน
QE และการพิมพ์เงินเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลและธนาคารกลางนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต แต่ก็มีผลข้างเคียงและความเสี่ยงที่เราต้องระวัง โดยเฉพาะเรื่องของเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาดการเงิน
สำหรับคนไทยอย่างเราๆ การทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น และตัดสินใจทางการเงินได้อย่างชาญฉลาด
จำไว้ว่าไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่การมีความรู้และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ
— กดติดตาม ทันเกมการเงิน รู้ก่อน เข้าใจก่อน ไม่ตกเกม —
เครื่องมือฟรีสำหรับ SME
รวมเครื่องมือ AI และ Automation ที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโต 10 เท่า
ดูเครื่องมือฟรี